| หน้าหลัก | รายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ | เข้าสู่ระบบ|
รายการหนังสือ
ประเภท วิจัย
เลขเรียกหนังสือ 001 ป.13
ชื่อเรื่อง รายงานการประเมินผล ตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของกรมประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2552 ตัวชี้วัดที่ 3.1.11 : ร้อยละของผู้รับบริการ กลุ่มเป้าหมาย ยอมรับภาพลักษณ์ที่ดีของกรมประชาสัมพันธ์ ในความเป็นสถาบันมืออาชีพด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชา
ชื่อผู้แต่ง รศ. ดร. สราวุุธ อนันตชาติ
ภาษา ไทย
จำนวน 2 ฉบับ
ปีที่พิมพ์ 2553
คำสำคัญ (Keyword) การประเมินผลตัวชี้วัด/ ภาพลักษณ์ /กรมประชาสัมพันธ์
บทคัดย่อ (Abstract) การประเมินผลตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของกรมประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2552 ในตัวชี้วัดที่ 3.1.11 เรื่องภาพลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ในความเป็นสถาบันมืออาชีพด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชาติในครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ทำการเก็บข้อมูลด้วยการวางแบบสอบถามไว้และเก็บในภายหลัง (drop-off survey) และการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ (mail survey) ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงทุติยภูมิ (secondary data analysis) ประกอบ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้รับบริการจากกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมของกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็น ข้าราชการและบุคลากรจากหน่วยงานของภารัฐ สื่อมวลชน นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆและบุคคลทั่วไปจากภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 408 คน โดยเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2552 และมีเกณฑ์เป้าหมายของการประเมินอยู่ที่ร้อยละ 75.0
โดยผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการและบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ จำนวน 204 คน มีค่าของการประเมินภาพลักษณ์อยู่ที่ร้อยละ 87.2 (ค่าเฉลี่ย 4.36 จาก 5 ระดับ)โดยเห็นว่า การให้บริการของกรมฯ มีคุณภาพสูง,บุคลากรของกรมฯ มีการให้บริการแก่ผู้รับบริการอย่างสุภาพและเอาใจใส่,กรมฯ มีการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และกรมฯ เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชาติ มากที่สุด จากในแต่ละมิติของภาพลักษณ์ที่ทำการวัด
ส่วนในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสื่อมวลชน จำนวนทั้งสิ้น 122 คน โดยใช้ข้อมูลที่ทางหน่วยงานของกรมฯ จัดเก็บไว้แล้ว มาทำการวิเคราะห์เพื่อประเมินภาพลักษณ์ของกรมฯ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่า การให้บริการของกรมฯ มีคุณภาพสูง,บุคลากรของกรมฯ มีการให้บริการแก่ผู้รับบริการอย่างสุภาพและเอาใจใส่,กรมฯ เป็นองค์กรที่ใช้ทรัพยากรต่างๆ ในการบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้สึกชื่นชอบต่อกรมฯ มากที่สุด จากในแต่ละมิติของภาพลักษณ์ที่ทำการวัด และมีค่าของการประเมินภาพลักษณ์อยู่ที่ร้อยละ 82.6 (ค่าเฉลี่ย 4.13 จาก 5 ระดับ)
สำหรับผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ จำนวน 41 คน มีค่าของการประเมินภาพลักษณ์อยู่ที่ร้อยละ 85.6 (ค่าเฉลี่ย 4.28 จาก 5 ระดับ)โดยพบว่า มีค่าเฉลี่ยของเรื่องของการให้บริการของกรมฯ ที่มีคุณภาพสูง,การที่บุคลากรของกรมฯ ได้รับการฝึกหัดมาเป็นอย่างดี,การที่กรมฯมีการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสนับสนุนกิจกรรมต่างของสังคม และความรู้สึกชื่นชอบกรมฯ สูงที่สุดจากในแต่ละมิติของภาพลักษณ์ที่ทำการวัด
และสุดท้าย กลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคคลทั่วไปจากภาคเอกชน มีจำวนวน 41 คน โดยมีค่าของการประเมินภาพลักษณ์อยู่ที่ร้อยละ 87.0 (ค่าเฉลี่ย 4.35 จาก 5 ระดับ) ซึ่งจากคะแนนที่สูงที่สุดในแต่ละมิติของภาพลักษณ์ที่ทำการวัด พบว่า กลุ่มตัวอย่างในส่วนนี้เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า การให้บริการของกรมฯ มีคุณภาพสูง, บุคลากรของกรมฯ มีการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสังคม และบุคลากรของกรมฯ มีความสามารถและมีทักษะในการให้บริการด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์เป็นอย่างดี
เมื่อพิจารณาค่าร้อยละของภาพลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์โดยรวมจกกลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่มที่กล่าวไปแล้ว ก็พบว่าอยู่ที่ร้อยละ 85.6 ดังนั้น จากเกณฑ์เป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ของกรมประชาสัมพันธ์ ในตัวชี้วัดที่ 3.1.11 ที่ร้อยล่ะ 75.0 นั้น เมื่อนำผลการประเมินที่ได้ทั้งหมดมาทำการเปรียบเทียบ ก็พบว่า ค่าร้อยละที่ได้จากการประเมินผลในครั้งนี้ทุกค่าล้วนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น จึงสรุปได้ว่า ผลการประเมินภาพลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ ในความเป็นสถาบันมืออาชีพด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชาติ จากกลุ่มผู้รับบริการหลักที่กรมประชาสัมพันธ์กำหนดคือ ข้าราชการและบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ สื่อมวลชน นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ และบุคคลทั่วไปจากภาคเอกชน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยเพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ เริ่มจากในภาพรวม กรมประชาสัมพันธ์ควรพยายามรักษาภาพลักษณ์ในความเป็นสถาบันมืออาชีพด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชาติให้ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม ควรต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มของสื่อมวลชนเป็นพิเศษ เนื่องจากผลการประเมินภาพลักษณ์ของกรมฯ ในกลุ่มดังกล่าวมีคะแนนต่ำกว่าอีก 3 กลุ่มที่เหลือ รวมถึงอาจจะต้องดำเนินการปรับเปลี่ยน หรือสื่อสารกับกลุ่มผู้รับบริการต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ในเชิงของการเป็นองค์กรที่มีความน่าไว้วางใจ (trustwortiness) การเป็นองค์กรที่มีการปฏิบัติต่อบุคลากรขงองค์กรที่ดี (employee treatment) การเป็นองค์กรที่เอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อม(comcrn with environment)และการเป็นองค์กรที่มีนวัฒกรรม (innovation) เนื่องจากเป็นมิติที่ได้รับการประเมินด้วยคะแนนที่ไม่สูงนัก
และสุดท้าย กรมประชาสัมพันธ์ควรพิจารณากำหนดแผนการประเมินผลภาพลักษณ์ที่ต่อเนื่อง ใช้รูปแบบและเครื่องมือในการเก็บข้อมูลที่มีลักษณะเดียวกันในทุกกลุ่มเป้าหมายและพิจารณากำหนดมาตรวัดที่ใช้ให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลที่ได้และนำมาปรับปรุง พัฒนา และรักษาภาพลักษณ์ของกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะสถาบันมืออาชีพด้านการสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ระดับชาติให้ดีตลอดไป
หมายเหตุ / ที่มา


ติดต่อขอยืมเอกสาร หรือติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนา สำนักพัฒนานโยบายและแผนการประชาสัมพันธ์
โทร. 0-2618-2323 ต่อ 1507, 1508
 
   
     
  กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีย์สัมพันธ์ ถ.พระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2618-2323 - 40 โทรสาร : 0-2618-2364, 0-2618-2399 E-mail : intraweb@prd.go.th