Intranet.prd.go.th


     
วัตถุประสงค์ :
เพื่อเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในองค์กร

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่านและหากข้อความใดใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ที่ระบบไม่สามารถจะกลั่นกรองคำหยาบได้ ผู้ดูแลระบบจะทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบทันที

ค่านิยม"องค์กรแห่งการเรียนรู้" ที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ?

วันนี้ กรมประชาสัมพนธ์ กำหนด "ค่านิยมกรมประชาสัมพันธ์" มีอยู่ข้อหนึ่งว่า
"กรมประชาสัมพันธ์ เป็น องค์กรแห่การเรียนรู้ "
จึงเป็น "ประเด็น" ให้ขบคิด ต่อไปว่า "องค์กรแห่งการเรียนรู้แบบกรมประชาสัมพันธ์"
มีหน้าตาแบบใหน ? อย่างไร ?
เท่าที่ผมรู้ ก็ดูเหมือนว่ายังหาคฃ"คำตอบ" ที่ผมยกมานี่ ยังไม่ได้
ถ้ามี "ตัวชี้วัด" ออกมา ก็น่าจะเป็น "ธง" ในการก้าวเดิน นะ
ปีนี้ จะยกระดับ ไปแค่ไหน ?
ปีต่อไป เพิ่มชึ้นอีก เท่าไร ?
โดย ต้อง "ทำ" อะไร ?
เป็น "หลักไมล์" ทีละก้าว ทีละปี ก็น่าจะดี นะ
ในระหว่างนี้ เราชาวกรมประชาสัมพันธ์ ก็ทำ KM หาความรู้กันไปก่อน
แลกเปลี่ยนกันไป ให้เกิด "สังคมแห่งการเรียนรู้" กันไป
ผมว่า ดี นะ หรือว่าไง ?
 prsurin Mail to prsurin   IP : (114.128.126.*)_ 18 พ.ย. 2552 13:01:14     แสดงความคิดเห็น


ประเทศเรา ถึงขนาดประกาศเป็น "กฎหมาย" เลย นะ เนี่ย

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
หมวด 3 มาตรา11
“ ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน”


 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.126.*) 18 พ.ย. 2552 13:05:53 ผู้ตอบคนที่ : 1
กลับขึ้นด้านบน


ตอนนี้
มีผู้รู้ บอกว่า
ถ้าเชื่อตาม Senge เท่านั้น ไม่พอเสียแล้ว
เพราะ เขาบอกว่า หลักคิด วินัย 5 ประการ ของ Senge ทำให้เป็น
"องค์กรแห่งการเรียนรู้" ได้ยาก
อ้าว.......เมื่อว่ามาอย่างนี้ แล้ว
พวกเรา ว่าไง ?

 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.126.*) 18 พ.ย. 2552 13:12:56 ผู้ตอบคนที่ : 2
กลับขึ้นด้านบน


ประเด็นที่ท้าทาย กรมประชาสัมพันธ์ ต่อการกำหนด "ค่านิยม"หัวข้อนี้

ผมว่า สิ่งที่ค้อง "ทำก่อน" เป็นบันไดขั้นแรก ๆ ก็คือ
"การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ที่เอื้อต่อการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้" ครับ
นี่ เป็น "ปัจจัยแห่งความสำเร็จ หรือ เงื่อนไขแห่งความสำเร็จ" เลยหละครับ

เรามาตั้งต้นที่ "เหตุปัจจัย" กันดีมั้ย ?


 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.126.*) 18 พ.ย. 2552 13:20:58 ผู้ตอบคนที่ : 3
กลับขึ้นด้านบน


จึงต้องรู้ว่า
"วัฒนธรรมองค์กรกรมประชาสัมพันธ์ ที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา"
นั้น คืออย่างไร ?
ตรงนี้แหละ ผมว่า สามารถทำงานวิจัย ได้ เรื่องใหญ่ ๆ เลย นะ
ปกติ เราก็ให้ "อาจารย์มหาวิทยาลัย" มาทำวิจัย อยู่แล้วนี่
ส่วน "อาจารย์"ในกรมของเรา ก็ ไปสอน "นักศึกษา" ให้มหาวิทยาลัย
เป็นการ "ทดแทนกัน"
ผมว่า ดี นะ

 prsurin Mail to prsurin IP : (222.123.49.*) 19 พ.ย. 2552 15:23:31 ผู้ตอบคนที่ : 4
กลับขึ้นด้านบน


วัฒนธรรมองค์กรประกอบด้วย
ค่านิยม บรรทัดฐาน ความเชื่อ ประเพณี ตลอดจนกรอบความคิดของคนที่อยู่ในองค์การนั้น

เราจะรู้ว่าวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรไหนเป็นอย่างไร
เราก็ดูว่าคนในองค์กรนั้น เขาอยู่กันอย่างไร
เช่น
พนักงานในองค์กรหนึ่งมาทำงานแต่เช้ากันทุกคน แสดงว่าวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ คือการมาทำงานเช้า
แต่ในขณะเดียวกันบางองค์กรกลับมองพนักงานที่มาทำงานเช้าเป็นเรื่องแปลก เนื่องจากวัฒนธรรมของที่นั่นพนักงานเขามาทำงานสายกัน
วัฒนธรรมองค์กรจึงมีทั้งวัฒนธรรมที่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสมาชิกในองค์กรนั้น ๆ
การที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร จึงเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือของคนที่อยู่ในองค์กรทั้งหมด
ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่แล้วจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรขององค์กรนั้น
ดังนั้น หน้าที่ของการรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนในองค์กรต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะวัฒนธรรมองค์กรย่อมสะท้อนถึงสิ่งที่คนในองค์กรเป็นอยู่ และบุคคลภายนอกย่อมมององค์กรผ่านทางวัฒนธรรมองค์กรของเรานั่นเอง

ผมคัดมาจาก เน็ท ครับ จำผู้เขียนไม่ได้

 prsurin Mail to prsurin IP : (222.123.49.*) 19 พ.ย. 2552 16:31:35 ผู้ตอบคนที่ : 5
กลับขึ้นด้านบน


วัฒนธรรมองค์กรราชการ ก็คือ

การนำวัฒนธรรมแบบ “I AM READY” ไปปฏิบัติ ครับ

I หมายถึง การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี,
A หมายถึง ความขยันตั้งใจทำงาน,
M หมายถึง การมีศีลธรรม คุณธรรม,
R หมายถึง การรู้ทันโลก ปรับตัวทันโลก ตรงกับสังคม,
E หมายถึง การทำงานมุ่งเน้นประสิทธิภาพ,
A หมายถึง ความรับผิดชอบต่อผลงาน ต่อสังคม,
D หมายถึง การมีใจและการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย มีส่วนร่วม โปร่งใส และ
Y การมีผลงาน มุ่งเน้นผลงาน

 prsurin Mail to prsurin IP : (222.123.49.*) 19 พ.ย. 2552 16:45:53 ผู้ตอบคนที่ : 6
กลับขึ้นด้านบน


ผมมีความเห็นว่า
"การสร้างค่านิยมการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้" เป็นเรื่องใหญ่ และ
ต้องการเวลาในการดำเนินการ จึงสมควรกำหนดค่าเป้าหมายเป็นรายปี
ราย 5 ปี เป็น "หลักไมล์" ในการเดินทางให้ถึงเป้าหมาย

การจัดการความรู้ เพื่อ"เอาความรู้" มา"บริหารจัดการ" ก็เช่นกัน
คงจะ"ไม่ใช่" ทำหนึ่งปีแล้ว"ผ่านเลย" ควรกำหนดว่า ปีนี้ทำอะไร แค่ไหน
เอาไปใช้อย่างไร ปีต่อไปทำอะไร แค่ไหน เอาไปใช้อย่างไร

ผมว่า"การพัฒนาค่านิยม" ต้องใช้ อะไร อะไร อีกเยอะ
คงต้อง"คิด"กันให้มาก ๆ หน่อย
มิเช่นนั้นแล้ว "ค่านิยม" ก็จะเป็นแค่ "ตัวหนังสือ"ที่ถูกเขียนไว้
มิได้ "ส่งผล" ถึง "คนในองค์กร"
เพราะ "องค์กรแห่งการเรียนรู้" มุ่งไปที่ "คน" ก่อนอื่น
นะ ผมว่า นะ

 prsurin Mail to prsurin IP : (112.142.14.*) 05 ธ.ค. 2552 08:19:07 ผู้ตอบคนที่ : 7
กลับขึ้นด้านบน


ขอยกเอามาขยายสักเรื่อง ส่วนหนึ่งของการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ

หมวดของการคิดเป็นระบบ (Systematic และ Systems Thinking) คือวิธีการนำสิ่งที่เรารู้และเข้าใจมาทำการรวบรวม เชื่อมโยง และ เรียบเรียงให้เป็นระบบระเบียบซึ่งการนำมารวบรวม และ เรียบเรียงให้เป็นระบบระเบียบนั้น จะต้องทำให้เราสามารถที่จะ
1) ตระหนักถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (Systematic Thinking)
2) มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้จากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆในระบบ (Systems Thinking)
3) ประเมิน Delayed Impact ที่อาจเกิดขึ้นในระบบ (Systems Thinking)
4) คาดการณ์ถึงผลกระทบของปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมทำให้ผลลัพท์นั้นเกิดขึ้น (Both)
5) เพิ่มความมั่นใจ และ ความเชื่อมั่นในข้อสมมุติฐานของการเกิดของผลลัพท์นั้น

การคิดอย่างเป็นระบบคือการนำเอาปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจมาทำการเชื่อมโยงกันเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งการเชื่อมโยงปัจจัยต่างๆเข้าด้วยกันจะทำให้เราได้ตระหนักถึง ผลกระทบในภาพรวมที่แต่ละปัจจัยสามารถทำให้เกิดขึ้น และ เมื่อเข้าใจถึงผลกระทบของปัจจัยต่างๆในภาพรวมแล้ว การคิดอย่างเป็นระบบยังจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการประเมินถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย เนื่องจากปัจจัยบางตัวมีความสัมพันธ์กับปัจจัยตัวอื่นๆซึ่งมีอิทธิพลต่อการการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม

เครื่องมืออย่างหนึ่งที่นิยมใช้กัน คือ การทำ Strategy Map ครับ

 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.196.*) 25 ธ.ค. 2552 15:24:09 ผู้ตอบคนที่ : 8
กลับขึ้นด้านบน


LO ตาม Model ของ David A. Gavin

- Systematic Problem Solving

- Experimentation with New Approaches

- Learning from their Own Experience and Past history

- Learning from experiences and Best Practices of Others

- Transferring Knowledge Quickly and Efficiently



 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.196.*) 25 ธ.ค. 2552 15:36:04 ผู้ตอบคนที่ : 9
กลับขึ้นด้านบน


ลักษณะขององค์การแห่งการเรียนรู้ตาม Model ของ Stephen P. Robbins & Mary Culture

Organizational Design
- Boundary less
- Teams
- Empowerment

Organizational Culture
- Strong Mutual Relationship
- Sense of Community
- Caring
- Trust

Information Sharing
- Open
- Timely
- Accurate

Leadership
- Shared vision
- Collaboration


 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.196.*) 25 ธ.ค. 2552 15:40:39 ผู้ตอบคนที่ : 10
กลับขึ้นด้านบน


การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ด้วย "วิธีทำ KM"
ก็ทำให้เป็นได้ นะครับ
ขอให้"ทำ"จริงจัง เท่านั้น แหละ

 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.196.*) 25 ธ.ค. 2552 15:42:52 ผู้ตอบคนที่ : 11
กลับขึ้นด้านบน


องค์การแห่งการเรียนรู้คือ
“องค์การที่มีลักษณะเปรียบเหมือนสถาบันการเรียนรู้ซึ่งบุคลากรมีการเรียนรู้กันอย่างขว้างขวาง อย่างมีส่วนร่วม และต่อเนื่องเพื่อยกระดับศักยภาพ อันได้แก่ความรู้ ความสามารถ ความชำนาญของตน ทีมงาน และองค์การ และนำไปใช้ในการเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมีการสนับสนุนจากองค์การด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยี และเครื่องมือต่างๆเพื่อช่วยให้การเรียนรู้นั้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างให้องค์การประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างยั่งยืน”


 prsurin Mail to prsurin IP : (61.19.66.*) 26 ธ.ค. 2552 22:34:05 ผู้ตอบคนที่ : 12
กลับขึ้นด้านบน


Michael J.Marquardt ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัย Gorge Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอแนวคิดการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ ในหนังสือ Building the Learning Organization ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2002 โดยเน้นการพัฒนาและสร้างระบบย่อยทั้ง 5-ประการ-อันได้แก่-ระบบองค์การ-ระบบผู้คนที่เกี่ยวข้องกับองค์การ ระบบเทคโนโลยี ระบบความรู้ และระบบสุดท้ายคือระบบการเรียนรู้

 prsurin Mail to prsurin IP : (61.19.66.*) 26 ธ.ค. 2552 22:36:35 ผู้ตอบคนที่ : 13
กลับขึ้นด้านบน


ตัวแบบระบบองค์การแห่งการเรียนรู้ ตามแนวคิดของ Michael J.Marquardt
1. องค์การ (Organization)
ระบบขององค์การต้องมีการวางรากฐานไว้เพื่อสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ วิสัยทัศน์(Vision) ซึ่งเป็นเสมือนเข็มทิศนำองค์การไปยังเป้าหมายที่พึงประสงค์ กลยุทธ์ (Strategy) เป็นวิธีการที่จะทำให้ไปถึงยังเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ โครงสร้างองค์การ (Structure) เป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีการทำหน้าที่ในทุกภาคส่วนอย่างเหมาะสม และที่สำคัญคือวัฒนธรรมองค์การ (Organization Culture) ซึ่งเป็นความเชื่อหรือค่านิยมของคนในองค์การที่ต้องเอื้อต่อการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ เช่น ค่านิยมการทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการตนเอง การมอบอำนาจ กระจายอำนาจเป็นต้น
2. ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ(People)
องค์การหนึ่งๆต่างมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งภายในองค์การเองเช่น ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำและมี
ทักษะทางด้านการบริหาร เช่นการสอนงาน การเป็นพี่เลี้ยง และที่สำคัญต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา พนักงานระดับปฏิบัติต้องมีนิสัยไฝ่รู้ และพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ ลูกค้าที่ใช้บริการก็ต้องมีการให้ข้อมูลย้อนกลับในด้านของความต้องการแก่องค์การเช่นเดียวกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ต้องให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอย่างจริงใจ และรวมทั้งชุมชนที่ต้องให้การสนับสนุนการพัฒนาองค์การที่ตั้งอยู่ในบริเวณชุมชน ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ ก็มีส่วนในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ทั้งสิ้น
3. เทคโนโลยี (Technology)
การมีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้การสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยประเภทของเทคโนโลยีที่ช่วยในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้มี 2 ประเภทคือ เทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการความรู้(Manage knowledge) คือการใช้เพื่อการจัดเก็บและแลกเปลี่ยนความรู้แก่กัน ประเภทที่สองคือเทคโนโลยีที่ใช้ในการเพิ่มพูนความรู้ (Enhance learning) คือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ในการสร้างการเรียนรู้แก่ผู้เรียนได้อย่างสะดวกมากขึ้น เช่นComputer-based training E-Learning
Web-based learning
4. ความรู้ (Knowledge)
ความรู้ที่มีในองค์การจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบทั้งนี้เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การ โดยกระบวนการให้การจัดการความรู้(Knowledge management) มีกระบวนการเริ่มตั้งแต่การระบุความรู้ที่จำเป็นต่อองค์การ การเสาะแสวงหาหรือสร้างความรู้ขึ้นมาใหม่ การจัดเก็บความรู้ การแบ่งบันความรู้ และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งแนวคิดนี้เองคงเป็นการสร้างความกระจ่างถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) กับการจัดการความรู้ (Knowledge management) เพราะว่าในแนวคิดของ Michael J.Marquardt ถือว่าการจัดการความรู้เป็นระบบย่อยระบบหนึ่งที่มีความสำคัญในการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นนั่นเอง
5. การเรียนรู้(Learning)
การเรียนรู้ถือเป็นระบบหลักที่เป็นแกนสำคัญของการสร้างองค์การแห่งการเรียนรู้ซึ่งสามารถจำแนกการเรียนรู้ได้ 3-ระดับคือ-ระดับบุคคล-ระดับกลุ่ม-และระดับองค์การ ซึ่งในแต่ละระดับของการเรียนรู้นั้นต้องเรี่มที่ทักษะของตัวบุคลากรแต่ละคนซึ่งต้องมี 5-ประการเพื่อสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
ความคิดเชิงระบบ(Systematic Thinking) การมีตัวแบบทางความคิด (Mental Model) ความเชี่ยวชาญรอบรู้ (Personal Mastery) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-directed learning) และการสนทนาสื่อสารกัน (Dialogue) โดยวิธีในการเรียนรู้ที่มีความสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ในบริบทขององค์การแห่งการเรียนรู้มี 3 ประเภทคือการเรียนรู้เพื่อการปรับตัว (Adaptive learning) คือการเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเพื่อการปรับปรุงในอนาคต การเรียนรู้โดยการกระทำ (Action learning) คือการเรียนรู้ที่นำเอาสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นฐานของการเรียนรู้ และสุดท้ายคือระบบการเรียนรู้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขององค์การ(Anticipatory learning) คือการเรียนรู้ที่มุ่งสนองตอบความสำเร็จของเป้าหมายองค์การเช่น วิสัยทัศน์(Vision) เป็นต้น


 prsurin Mail to prsurin IP : (61.19.66.*) 26 ธ.ค. 2552 22:38:20 ผู้ตอบคนที่ : 14
กลับขึ้นด้านบน


ถ้าเพียงแต่ว่า คุณเข้าใจ คำจำกีดความ ว่า

"องค์กรแห่งการเรียนรู้LearningOrganization
องค์การที่สามารถเรียนรู้ และสร้างความรู้
เพื่อ
เพิ่มพูนสมรรถนะขององค์กร
เกิดความก้าวหน้าในการดำเนินกิจการ
ไปสู่เป้าหมายร่วมขององค์กร"

คุณก็สามารถตีความสู่การกระทำได้ นะครับ



 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.52.*) 28 ธ.ค. 2552 11:02:10 ผู้ตอบคนที่ : 15
กลับขึ้นด้านบน


เทคนิคที่สนับสนุนองค์กรแห่งการเรียนรู้
วิธีการที่ควรนำมาใช้ในองค์การเพื่อให้บุคคลในองค์การมีการเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ได้แก่
• ACTION LEARNING การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ
• BENCHMARKING มาตรฐานอ้างอิง
• COACHING การสอนงาน
• MENTORING การเป็นพี่เลี้ยง
• PORTFOLIO แฟ้มงานเพื่อการพัฒนา
เทคนิคในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ในองค์การ
วินิจฉัยองค์การ
นำข้อมูลมาวางแผน
ดำเนินงานตามแผน


 prsurin Mail to prsurin IP : (114.128.52.*) 28 ธ.ค. 2552 11:12:24 ผู้ตอบคนที่ : 16
กลับขึ้นด้านบน

1


 แสดงความเห็นต่อคำถามนี้
แสดงความเห็น
โดย
Email
แทรกลิงค์ URL ย่อหน้า ตัวหนา ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา ตัวเอียง เส้นใต้ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา


ข้าพเจ้ายอมรับ ข้อตกลงในการใช้เว็บบอร์ด


ในการส่งความเห็น เราถือว่าท่านได้ยอมรับ ข้อตกลงในการใช้เว็บบอร์ด แล้ว หากท่านไม่ยอมรับข้อตกลงดังกล่าว ขอให้ท่าน ยกเลิกการส่งความเห็น
[ ปิดหน้าต่างนี้ ]


 
   
     
  กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ 9 ซ.อารีย์สัมพันธ์ ถ.พระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2618-2323 - 40 โทรสาร : 0-2618-2364, 0-2618-2399 E-mail : intraweb@prd.go.th